ออกกำลังกายในห้อง

6 ท่า ออกกำลังกายในห้อง ฟิตได้ไม่ต้องออกไปเสี่ยง COVID19

ในปัจจุบันการออกกำลังกายนั้นสามารถทำได้หลายวิธี แม้แต่การ ออกกำลังกายในห้อง ไม่ว่าจะเป็นห้องนอน ห้องนั่งเล่น ก็สามารถทำได้ แต่ที่นิยมกันมากคือ การเข้าฟิตเนส ซึ่งจะเห็นได้จากฟิตเนสที่เปิดให้บริการมากมายทั้งในห้างสรรพสินค้า ศูนย์ให้บริการครบวงจรต่างๆแต่ก็มีข้อเสียคือ ค่าบริการรายเดือนหรือรายปีค่อนข้างสูง ไหนจะค่าเทรนเนอร์ต้องต้องมาคอยเทรนให้เราอีก และต้องมีเวลาไปใช้บริการ จึงอาจจะไม่สะดวกสำหรับบางคนที่ไม่มีเวลาไปใช้บริการ หรือคิดว่าค่าบริการสูงเกินไป อีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการออกกำลังกายโดยเน้นความสะดวก สามารถทำได้เองที่บ้านและไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะ เรามีวิธีออกกำลังกายในห้องที่สามารถช่วยเผาผลาญแคลอรี่และช่วยให้มีสุขภาพที่ดีที่สำคัญลงทุนไม่เยอะมาฝากกันค่ะ

1. การเต้นแอโรบิค

aerobic

การเต้นแอโรบิคเป็นการออกกำลังกายที่สนุก ได้บริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายและคาร์ดิโอไปด้วยค่ะ ซึ่งการเต้น แอโรบิคในปัจจุบันก็มีหลากหลายรูปแบบทั้ง T-25, Zumba Dance Cover Dance หรือ Hip hop Dance ซึ่งแต่ละแบบก็สามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้แตกต่างกันไป สามารถเสิร์ชหาได้ง่ายๆตามคลิปสอนเต้นในยูทูป ใครชอบแบบไหนก็เลือกเต้นได้ตามความชอบเลยค่ะ อุปกรณ์ก็มีไม่เยอะเพียงแค่มีรองเท้ากีฬาไว้ลดแรงกระแทกบริเวณเท้าและข้อเท้าก็สามารถเริ่มต้นออกกำลังกายกันได้เลย ที่สำคัญการเต้นยังสามารถช่วยเรื่องการสูบฉีดเลือดของหัวใจได้ดีอีกด้วยค่ะ


2. การเล่นโยคะ

ท่าเล่นโยคะ

การเล่นโยคะเป็นการออกกำลังกายที่จะช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับกล้ามเนื้อ ลดอาการปวดเมื่อยของคนวัยทำงานจากการเป็นออฟฟิตซินโดรมสามารถทำได้เองที่ห้อง อุปกรณ์ไม่เยอะพียงแค่ใช้เสื่อโยคะไว้รองกันกระแทกก็สามารถเริ่มออกกำลังกายกันได้แล้วค่ะ วิธีออกกำลังกายก็หาไม่ยาก เพียงแค่หยิบโทรศัพท์มาเสิจในกูเกิลหรือยูทูปก็สามารถทำตามกันได้ สามารถทำได้เองที่ห้องในเวลาหลังเลิกงาน หรือตอนเช้าก่อนออกไปทำงานใช้เวลาซัก 20-30 นาที ควรทำเป็นประจำสัปดาห์ละประมาณ 3 ครั้ง และนอกจากจะช่วยสร้างความหยืดหยุ่นให้กล้ามเนื้อแล้วยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วยนะคะ


3. กระโดดเชือก

ออกกำลังกายลดหุ่น

วิธีนี้ใช้อุปกรณ์แค่อย่างเดียวคือ “เชือก” ค่ะ การออกกำลังกายวิธีนี้สามารถทำได้ง่ายๆที่ห้อง และสามารถทำเวลาไหนก็ได้ แถมยังช่วยเผาผลาญแคลอรี่ และกระชับสัดส่วนได้เป็นอย่างดี แต่มีข้อควรระวังคือ ไม่ควรกระโดดสูงเกินไป เพราะจะทำให้เกิดการบาดเจ็บบริเวณหัวเข่าและข้อเท้าได้นะคะ และสำหรับผู้ที่เริ่มต้นออกกำลังกายควรเริ่มจากการกระโดดแบบเบาๆก่อนซัก 2-3 นาที หลังจากที่ทำไปได้ซักระยะหนึ่งแล้ว ค่อยเพิ่มเวลาในการทำให้มากขึ้นค่ะ


4. ซิทอัพ

ซิทอัพลดหน้าท้อง

ซิทอัพเป็นวิธีการออกกำลังที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะเป็นท่าที่ทำได้ง่ายแต่ถ้าทำไม่ถูกวิธีก็อาจบาดเจ็บหรือทำให้การบริหารกล้ามเนื้อไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงควรจะเริ่มจากท่าเบื้องต้นก่อน คือ นอนราบแล้วชันเข่าให้ตั้งฉากกับพื้น ยกแขนประสานไว้ที่หน้าอก แล้วค่อยๆยกตัวขึ้นช้าๆ แล้วค้างไว้ซักประมาณ 3 วินาที แล้วจึงเอนตัวกลับไปนอนที่พื้น ทำเซตละ 15-20 ครั้ง ควรทำต่อเนื่องประมาณ 2-3 เซ็ตค่ะ


5. Plank

ท่าออกกำลังกายในบ้าน

Plank เป็นวิธีการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ง่ายๆ ใช้อุปกรณ์ไม่เยอะเพียงแค่มีเสื่อโยคะ หรือถ้าไม่มีเสื่อโยคะก็อาจทำบนเตียงนอนก็ได้ค่ะ การทำท่า Plank ช่วยบริหารกล้ามเนื้อได้หลายส่วน ซึ่งการ Plank นั้นก็สามารถทำได้หลายท่า แต่ละท่าก็ช่วยบริหารกล้ามเนื้อแต่ละส่วนแตกต่างกันไป เช่น
– Elbow Plank คือท่า Plank มาตรฐานที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้องได้เป็นอย่างดี วิธีการคือนอนคว่ำกับพื้นเหยียดขาตรง และใช้ข้อศอกค้ำและดันลำตัวขึ้นเหนือพื้นโดยให้รู้สึกเกร็งบริเวณหน้าท้อง แล้วค้างไว้ประมาณ 15-20 วินาที และทำซ้ำประมาณ 2 ครั้ง
– Side Plank หรือ ท่า Plank ด้านข้างที่ช่วยบริหารกล้ามเนื้อบริเวณลำตัวด้านข้าง วิธีการคือ นอนตะแคงข้างเหยียดขาตรง แล้วใช้ข้อศอกที่อยู่ด้านล่างดันตัวขึ้นเหนือพื้นโดยให้รู้สึกเกร็งบริเวณลำตัวด้านข้างและบริเวณหน้าท้อง แล้วค้างไว้ประมาณ 15-20 วินาที และทำซ้ำประมาณ 2 ครั้ง แล้วสลับหันตะแคงอีกข้างหนึ่ง แล้วทำซ้ำในจำนวนที่เท่ากัน


6. การทำงานบ้าน

ทำงานบ้านลดหุ่น

หลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าการทำงานบ้านเป็นกิจกรรมที่ช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้เป็นอย่างดี ถือเป็นการออกกำลังกายอีกแบบหนึ่งที่สามารถบริหารกล้ามเนื้อได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการปัดกวาดฝุ่นละออง ถูบ้าน ล้างห้องน้ำ การซักผ้า รีดผ้า ดังนั้นการทำงานบ้านต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ย่อมถือว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ


นี่คือ 6 วิธีการ ออกกำลังกายในห้อง ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาไปเข้าฟิตเนส หรือไปเล่นกีฬา สามารถทำเองที่บ้านถึงแม้จะมีพื้นที่น้อยก็ตาม ควรทำอย่างเป็นประจำทุกสัปดาห์เพื่อให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพและเห็นผลได้ดียิ่งขึ้นค่ะ แต่ที่สำคัญคือ ควรวอร์มร่างกายก่อนซัก 10 นาที เพื่อยืดกล้ามเนื้อให้พร้อมก่อนการออกกำลังกาย จะได้ไม่มีอาการบาดเจ็บเกิดขึ้นค่ะ